น้ำมันรถ แต่ละชนิดต่างกันยังไง ?

น้ำมันรถ แต่ละชนิดต่างกันยังไง ?การใช้ชีวิตของมนุษย์เราในแต่ละวัน เต็มไปด้วยทางเลือกมากมาย ในการตัดสินใจแต่ละครั้ง แต่ละคนก็มีปัจจัยที่ใช้ในการเลือกแตกต่างกันออกไป อาจจะด้วยอารมณ์ เหตุผล หรือคนใกล้ชิดโน้มน้าวใจ

ทว่าปัจจัยที่จะทำให้โอกาสในการเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดของเราเป็นไปได้สูง ก็คงจะเป็นการใช้ปัจจัยทางด้านข้อมูลที่หนักแน่น และน่าเชื่อถือได้ มาช่วยเราในการตัดสิน ไม่ว่าจะเป็น บริษัทประกันภัยรถยนต์ที่ดีที่สุด หรือ การเลือกน้ำมันแต่ละชนิดให้กับ รถยนต์ที่รักของเรา

ในปัจจุบันน้ำมันรถ ก็มีหลากหลายชนิดให้เลือก ไม่ใช่แค่แยกเป็น เบนซิล หรือ ดีเซล เฉย ๆ แต่ยังมีแก๊สโซฮอล์ แถมมีตัวเลขแยกลงไปอีกทั้ง E20 E85 แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว แต่ เอ๋ แล้วน้ำมันแต่ละชนิดมันแตกต่างกันอย่างไร และเราควรจะใช้แบบไหน ? วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณแล้วที่นี่

ตรวจสอบรถยนต์ของคุณว่าสามารถเติมน้ำมันประเภทไหนได้บ้าง

ก่อนที่เราจะไปเริ่มทำการแยกและชำแหละน้ำมันแต่ละประเภท สิ่งสำคัญสิ่งแรกที่คุณควรจะคำนึงถึงทุกครั้งที่จะเติมน้ำมันก็คือตัวรถยนต์ของคุณสามารถเติมน้ำมันประเภทใดได้บ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลที่คุณสามารถตรวจสอบได้จากคู่มือรถยนต์

จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่บางคนอาจจะมองข้าม เห็นว่าไม่สำคัญ เติมอะไรก็ได้ ก็น้ำมันเหมือนกัน แต่ความเป็นจริงแล้วถ้าหากคุณเติมน้ำมันประเภทที่ไม่ได้รองรับกับรถยนต์ของคุณ นอกจากประสิทธิภาพการขับรถจะลดลงแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้เครื่องยนต์ในรถของคุณเกิดความเสียหายได้อีกด้วย 

นอกจากนี้แล้ว หากคุณมีแผนที่จะทำให้ไม่ได้ใช้รถยนต์ของคุณมากกว่าหนึ่งเดือน เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศ ไปทำงานต่างจังหวัด หรือเดือนนี้มีการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าแทน คุณก็ไม่ควรจะเติมน้ำมันชนิดแก๊สโซฮอล์เด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำมันระเหย และเสียคาในเครื่องยนต์ของคุณได้ สุดท้ายแล้วก็อย่าลืมดูคู่มือรถยนต์ให้ดีๆ ก่อนจะเติมนะจ๊ะ

น้ำมันรถชนิดต่างๆ และคุณสมบัติ

เบนซิน ออกเทน 95

สุดยอดน้ำมันแห่งยานยนต์ด้วยคุณสมบัติที่สามารถจะใช้ได้กับรถยนต์แทบทุกประเภท เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์พร้อมมีค่าออกเทนสูง การเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์ ทำให้เบนซิล ออกเทน 95 เป็นน้ำมันที่ตอบสนองการขับได้ดีที่สุดทว่าก็ต้องแลกมากับค่าตัวที่สูงกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ นั่นเอง

เบนซิน ออกเทน 91

มีความคล้ายคลึงกับเบนซิน ออกเทน 95 ทว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ถูกลดคุณภาพลงมาเล็กน้อย แต่ยังคงไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์ใดๆ แม้จะมีค่าออกเทนน้อยกว่าจนส่งผลทำให้การตอบสนองการขับขี่ไม่ดีเท่าออกเทน 95 แต่เมื่อใช้จริงก็แทบจะไม่ต่างกันเท่าใดนัก ยกเว้นตั้งใจตรวจสอบและดูอย่างละเอียดจริงๆ

น้ำมันชนิด เบนซิน ออกเทน 91 สามารถเติมได้กับ รถยนต์ทุกประเภทที่ไม่ได้ระบุว่า เติมน้ำมันชนิด เบนซิน ออกเทน 95  เท่านั้น

ดีเซล

น้ำมันดีเซลแตกต่างกับน้ำมันเบนซิน ค่อนข้างมาก ตั้งแต่ในด้านของการส่งเชื้อเพลิงและการจุดระเบิด อัตราส่วนกำลังอัด กระทั่งการออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ดีเซลก็แตกต่างจากเครื่องยนต์ที่ใช้กับน้ำมันเบนซิน

ดังนั้น คุณควรจะตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถยนต์ของคุณควรจะเติมเบนซินหรือดีเซล เพราะหากเติมผิดก็อาจเกิดความเสียหายต่อรถยนต์อย่างรุนแรงได้เลยทีเดียว

แก็สโซฮอล์ ออกเทน 95

น้ำมันชนิดแก๊ซโซฮอลล์ ออกเทน 95 เป็นการนำน้ำมันเบนซินพื้นฐาน 91 มาผสมกับเอทิลแอลกอฮอล์ (หรือเอทานอล)ซึ่งได้มาจากการหมักอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด โดยมีอัตราส่วนน้ำมันเบนซินพื้นฐานกับเอทิลแอลกอฮอลล์แบบจำนวน 9 ต่อ 1 ส่วน

แน่นอนว่าข้อดีของ แก็สโซฮอล์ ออกเทน 95 คือ ราคาที่ถูกกว่าน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 แท้ๆ แต่มีข้อเสียที่ไม่ควรจอดทิ้งไว้เกินหนึ่งเดือน เพราะอาจทำให้น้ำมันระเหย และเสียได้ ควรใช้กับรถยนต์ที่ระบุว่าสามารถใช้แก๊สโซฮอลล์ ออกเทน 95 ได้เท่านั้น

แก๊สโซฮอล์ ออกเทน 91

น้ำมันชนิดแก๊ซโซฮอลล์ ออกเทน 91 มีความคล้ายคลึงกับ แก๊สโซฮอลล์ ออกเทน 95 ค่อนข้างมาก คือมีอัตราส่วนระหว่างน้ำมันเบนซินพื้นฐานกับเอทิลแอลกอฮอล์ 9 ต่อ 1 ส่วนเหมือนกัน แต่แทนที่น้ำมันเบนซินพื้นฐานจะเป็น 91 จะใช้น้ำมันเบนซินพื้นฐานแบบ 88แทน และควรใช้กับรถยนต์ที่ระบุว่าสามารถใช้แก๊สโซฮอลล์ ออกเทน 91 ได้เท่านั้น

แก๊สโซฮอล์ E20 หรือเบนซิน E20

น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E20 หรือเบนซิน E20 มีการผสมเอทิลแอลกฮอลล์ในอัตราที่สูงขึ้นมาก ซึ่งก็เป็นไปตามชื่อในอัตราส่วนน้ำมันเบนซินพื้นฐาน 80 ต่อเอทิลแอกอฮอล์ 20ด้านสมรรถนะการขับขี่หากเทียบกับแก๊สโซฮอลล์ ออกเทน 95 หรือ 91 จะไม่ค่อยรู้สึกแตกต่างเท่าใดนัก

แต่ถ้าเทียบกับเบนซิน ออกเทน 95 แบบไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮลล์ใด ๆ เลย จะสามารถรู้สึกถึงประสิทธิภาพที่ลดลงอย่างชัดเจน ทว่าก็แลกมาด้วยค่าตัวที่ถูกกว่าพอสมควร เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเร็วของรถเท่าใดนัก แต่ก็ควรเช็คให้มั่นใจว่ารถยนต์ของคุณสามารถใช้แก๊สโซฮอลล์ประเภทนี้ได้หรือไม่

แก๊สโซฮอล์ E85

อาจเรียกได้ว่าเป็นน้ำมันที่มีราคาค่าตัวที่ถูกที่สุดในน้ำมันทุกประเภท โดยน้ำมันเบนซินพื้นฐานจะถูกลดลงเหลือเพียงอัตราส่วนแค่ 15 ต่อเอทิลแอลกอฮอลล์ 85 เรียกได้ว่าส่วนผสมของน้ำมันเบนซินพื้นฐานถูกลดจนเหลือนิดเดียวเท่านั้น

แน่นอนว่า ข้อดีก็คือมีราคาที่ถูกมาก เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ขับรถที่ชอบความประหยัดแต่สมรรถนะการขับขี่จะสู้น้ำมันเบนซินแบบเพียวๆ ไม่ได้ และแก๊สโซฮอล์ประเภทนี้จะค่อนข้างเปลืองน้ำมันมาก เพราะจำนวนเอทิลแอลกอฮอล์มีสูง มีการเผาไหม้ที่เร็วขึ้น ส่งผลให้น้ำมันหมดเร็วกว่า

นอกจากนี้ตัวเอทิลแอลกอฮอล์ที่มีอัตราส่วนสูง ยังมีส่วนช่วยในการกัดกร่อนชิ้นส่วนรถยนต์ ส่งผลให้ชิ้นส่วนในรถเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติอีกด้วย

นอกจากน้ำมันที่กล่าวมาทั้งหมดในด้านบนแล้ว ก็ยังมีน้ำมันพิเศษระดับพรีเมี่ยมของสถานีบริการน้ำมันแต่ละแห่ง ซึ่งน้ำมันเหล่านี้ก็มีการเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ที่พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก เช่น Shell V-PowerCaltex Techronและ ปตท. PTTHyForce Series 2เป็นต้น ทว่าน้ำมันระดับพรีเมี่ยมเหล่านี้ก็มักจะมีราคาค่อนข้างสูง 

งานนี้จะเลือกใช้น้ำมันรถแบบไหนก็ต้องดูจากตัวรถยนต์ที่คุณขับ และพิจารณาจากความต้องการของคุณให้ดี ถ้าขับรถชิว ๆ สบาย ๆ ไม่ได้ซีเรียสเรื่องความเร็วหรือสมรรถนะของรถที่สมบูรณ์แบบ แก๊สโซฮอล์ E20 ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

แต่ถ้าคุณอยากได้ความเร็ว แรง ขับแล้วรู้สึกฟิน งานนี้ก็ต้องลงทุนกันหน่อย จัด เบนซิน ออกเทน 95 ไปเลยจ้า ถ้าคุณเลือกน้ำมันกันได้แล้ว ก็อย่าลืมทำประกันรถยนต์กันต่อได้ที่ rabbit finance เลยจ้า