5 ปัจจัยสำคัญกระทบราคาน้ำมันดิบ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 5 ปัจจัยสำคัญกระทบราคาน้ำมันดิบ"

5 ปัจจัยสำคัญกระทบราคาน้ำมันดิบ น้ำมัน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทุกประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีความสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยการเดินทางและการขนส่งในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพายานพาหนะที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ถึงแม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีการกระจายการขนส่งสินค้าด้วยระบบราง และเทคโนโลยียานยนต์ที่มีการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ก้าวหน้าขึ้นก็ตาม

น้ำมันสำเร็จรูปที่ใช้ปัจจุบันมีวัตถุดิบการผลิตมาจาก “น้ำมันดิบ” ซึ่งเป็นปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นของเหลวพบในธรรมชาติ ที่มีส่วนผสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด และอาจมีสารอื่นผสมด้วย เช่น กำมะถัน ไนโตรเจน ออกซิเจน โดยเมื่อขุดเจาะขึ้นมาแล้วจะเห็นลักษณะกายภาพเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล

แหล่งน้ำมันสําคัญของโลกส่วนมากจะอยู่ใน ตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก คูเวต กาตาร์ สหพันธ์รัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงกลุ่มประเทศแถบทะเลแคริบเบียน เช่น เวเนซูเอลลา โคลัมเบีย เม็กซิโก และตรินิแดด รวมถึงสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ส่วนในประเทศไทยมีผลิตน้ำมันดิบเช่นกันโดยแหล่งผลิตบนบก เช่น แหล่งสิริกิติ์ ส่วนแหล่งผลิตในอ่าวไทยได้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก แต่ปริมาณน้ำมันในประเทศไทยมีไม่เพียงพอกับปริมาณการใช้ ไทยจึงจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อผลิตเป็นน้ำมันสำเร็จรูป

เมื่อนำน้ำมันดิบขึ้นมาแล้วยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เพราะต้องแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างๆ จึงจะนำไปใช้ประโยชน์ตามชนิดของสารได้ ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า การกลั่นน้ำมันดิบ ซึ่งจะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน และน้ำมันเตา

น้ำมันสำเร็จรูปที่สำคัญ คือ น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โดยน้ำมันเบนซิน เป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ใช้อย่างแพร่หลายสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินและรถจักรยานยนต์ โดยในประเทศไทยมีโรงกลั่นที่ผลิตนํ้ามันเบนซินตามมาตรฐานยูโร 4 รวมทั้งในอนาคตโรงกลั่นน้ำมันในไทยยังมีความพร้อมที่จะผลิตตามมาตรฐานยูโร 5 ได้

นอกจากนี้ มีการนำน้ำมันเบนซินไปผสมกับเอทานอล เพื่อให้ได้นํ้ามันแก๊ซโซฮอล์ E10 E20 และ E85 ซึ่งเป็นการช่วยดูดซับสินค้าเกษตรที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอล เช่น มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น

ส่วนน้ำมันดีเซลเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล โดยผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลแบ่งตามคุณสมบัติที่ใช้ คือ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบสูง เช่น รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล และน้ำมันดีเซลหมุนช้า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบต่ำ เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร

การจำหน่ายนํ้ามันดีเซลในไทยกำหนดให้มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7% หรือ B7 และกำลังจะปรับขึ้นเป็น B10 เพื่อเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลในไทย ซึ่งจะช่วยให้การดูดซับน้ำมันปาล์มในประเทศเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในไทยอ้างอิงจากราคาตลาดสิงคโปร์ เนื่องจากเรานำเข้าน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ และราคาตลาดสิงคโปร์สะท้อนถึงการซื้อขายของทุกประเทศในภูมิภาคนี้ อีกทั้งเป็นตลาดที่ส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ปริมาณการซื้อขายสูงทำให้ยากต่อการปั่นราคาโดยผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ราคาจะปรับไปตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน (Demand – Supply) ของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาน้ำมันที่สำคัญ 5 ปัจจัย คือ

1.การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความต้องการเชื้อเพลิงในแต่ละฤดูกาล โดยเมื่อเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจขยายตัวจะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อเนื่องให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น และแน่นอนว่าเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้น

2.ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งความตรึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านได้กระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา

3.ปัจจัยสภาพอากาศและภัยพิบัติ จะเห็นชัดเจนในกรณีการเกิดเฮอร์ริเคนในสหรัฐฯ ที่มีผลให้โรงกลั่นในสหรัฐฯ ปิดตัวชั่วคราว ทำให้ความต้องการน้ำมันดิบเพื่อใช้ในการผลิตลดลง ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวลดลง แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจปรับตัวสูงขึ้น

4.ปัจจัยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจหลายประเทศชะลอตัวและทำให้ราคาน้ำมันลดลง ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาท่าทีระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังเป็นประเด็นที่ยังไม่มีความแน่นอน

5.ปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทอยู่ในระดับแข็งค่า ซึ่งทำให้ต้นทุนในการนำเข้าพลังงานลดลงและมีผลต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ

ส่วนการใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานทดแทนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความต้องการน้ำมันลดลง และส่งผลต่อเนื่องให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ในขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่บริษัทน้ำมันคาดการณ์ว่าในระยะสั้นจะไม่มีผลต่อการใช้น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ หากใครอยากทราบข้อมูลการวิเคราะห์แบบเจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญและความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันแบบเต็ม ๆ

ปัจจัยแรก อุปสงค์น้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เป็นกลุ่มประเทศที่ความต้องการใช้น้ำมันขยายตัวในระดับสูง ส่งผลให้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ว่าในปี 2018 อุปสงค์น้ำมันโลกจะอยู่ที่ 100.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่าอุปทานน้ำมันโลกราว 1 แสนบาร์เรลต่อวัน จากเดิมในปี 2016 ที่ตลาดน้ำมันดิบมีอุปทานส่วนเกินมากถึงเกือบ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีการพึ่งพาการใช้น้ำมันน้อยลงจากประสิทธิภาพการใช้ที่ดีขึ้นและสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนที่มากขึ้น นอกจากนั้น ราคาน้ำมันในระดับที่สูงขึ้น ช่วยสนับสนุนฐานะทางการเงินและกระตุ้นการลงทุนในประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากช่วงราคาน้ำมันตกต่ำก่อนหน้า แต่ราคาก็ยังไม่สูงเกินไปจนส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันมากนัก

 ปัจจัยที่สอง อุปทานน้ำมันที่เติบโตช้าลงจากความสำเร็จของ OPEC ตามการดำเนินการตามข้อตกลงลดปริมาณการผลิตน้ำมัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่มกราคม 2017 พบว่า OPEC สามารถลดปริมาณการผลิตได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยจนถึงเดือนเมษายน 2018 กลุ่ม OPEC มี compliance rate สูงถึง 117% ความสำเร็จดังกล่าว นำมาสู่การลดอุปทานส่วนเกินในตลาดน้ำมันโลกและทำให้ระดับน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศ OECD ลดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งสะท้อนถึงตลาดน้ำมันที่ตึงตัวขึ้น

ทั้งนี้ การลดปริมาณการผลิตของ OPEC อาจเริ่มผ่อนคลายลงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน โดย OPEC พยายามรักษาระดับราคาน้ำมันไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไป โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียที่มีเป้าหมายราคาอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพื่อดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันและเปลี่ยนเป็น hub ด้านการค้าในตะวันออกกลางแทน ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซาอุฯ ได้ผลิตน้ำมันดิบออกมามากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการดูแลราคาน้ำมันไม่ให้กระทบต่ออุปสงค์น้ำมันของโลกมากเกินไป

อย่างไรก็ดี ต้องจับตาดูการประชุมของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ในวันที่ 22-23 มิถุนายนนี้ ที่กรุงเวียนนา ว่าจะมีการปรับข้อตกลงปริมาณการผลิตน้ำมันอย่างไร ทั้งในส่วนของระยะเวลาจากเดิมจะสิ้นสุดเดือนธันวาคมนี้ รวมถึงจะเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อทดแทนอุปทานน้ำมันที่หายไปจากอิหร่านและเวเนซุเอลามากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันในระยะสั้นเพื่อรับข่าวนี้ แต่อีไอซีมองว่า OPEC จะทยอยเพิ่มอุปทานน้ำมันอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันผันผวนจนเกินไป

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของการผลิต shale oil ในสหรัฐฯ ยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนทิศของราคาน้ำมันได้ในระยะสั้น จากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะปัญหาคอขวดของท่อส่งน้ำมันจากแหล่ง Permian ทางฝั่งตะวันตกของรัฐ Texas ไปยังคลังน้ำมันที่รัฐ Oklahoma และข้อจำกัดของท่าเรือส่งออกน้ำมันบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันไปยังลูกค้าในแถบเอเชีย และยุโรป ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งในการจัดการ นอกจากนั้น บริษัท shale oil หลายแห่งใช้จังหวะที่ผลตอบแทนปรับดีขึ้นตามราคาน้ำมันในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นและการชำระหนี้เพื่อช่วยให้ฐานะทางการเงินของธุรกิจเข้มแข็งขึ้นมากกว่าการทุ่มลงทุนเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตอย่างรวดเร็วในระยะสั้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้อุปทานน้ำมันโลกชะลอตัวลงเช่นกัน

ปัจจัยสุดท้าย ได้แก่ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะปัญหาการเมืองภายในของเวเนซุเอลา ซึ่งส่งผลให้การผลิตน้ำมันดิบลดลงถึง 5 แสนบาร์เรลต่อวัน รวมทั้งการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ จากปัญหาโครงการนิวเคลียร์ อาจทำให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลง ราว 2-8 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งแม้จะไม่ลดลงมากเท่ากับสถานการณ์ในอดีตช่วงปี 2012-2015 ที่กลุ่ม P5+1 (สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และเยอรมนี) เคยออกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมาแล้ว เนื่องจากประเทศในยุโรปยังยืนยันคงการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านต่อไป แต่ก็จะส่งผลให้ตลาดน้ำมันมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น นอกจากนั้น ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในจุดอื่นๆ ของโลก เช่น ปัญหาการเมืองในอิรัก ไนจีเรีย ซีเรีย และความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งอาจประทุขึ้นจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเกิดความผันผวนและปรับระดับสูงขึ้นได้อีก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 5 ปัจจัยสำคัญกระทบราคาน้ำมันดิบ"